INVESTING.in.th | Extension

ความลับระบบเทรด

ความลับระบบเทรด

ส่วนขยายจากหนังสือ ความลับระบบเทรด : Trade Your Way to Financial Freedom  เพื่อให้ผู้อ่านเข้าใจเนื้อหามากขึ้น และนำไปใช้งานได้จริงมากขึ้น

 

สามารถกดเลือกหัวข้อที่ต้องการเพื่อกระโดดข้ามไปอ่านแบบเร็วๆ ได้เลยครับ

จุดที่ 1   |   หน้า 32 หมายเหตุ 2

  ระบบการตัดกันของเส้นค่าเฉลี่ยดอนเชี่ยน  

ดอนเชี่ยน เป็นหน้าเทรด (trade setup) แบบหนึ่งที่คิดค้นขึ้นโดย ริชาร์ด ดอนเชี่ยน (Richard Donchian) ผู้บุกเบิกการเทรดแบบตามแนวโน้มตั้งแต่ยุดทศวรรษที่ 1930  ชื่อของคุณดอนเชี่ยนถูกอ้างอิงถึงในหนังสือเทคนิคอลหลายเล่มครับ ในเล่ม Trade Your Way to Financial Freedom เองจะถูกอ้างอิงถึงนิดหน่อยในหน้า 32 ที่กล่าวถึงระบบการตัดกันของเส้นค่าเฉลี่ย

 

ระบบที่ว่านี้ไม่ได้มีอะไรซับซ้อน คือการใช้เส้นค่าเฉลี่ยระยะสั้น ตัดกับเส้นค่าเฉลี่ยระยะยาวนั่นเอง ถ้าตามฉบับดั้งเดิมนั้นจะกำหนดให้ใช้เส้นค่าเฉลี่ย 5 วันตัดกับเส้น 20 วัน 

 

รูปที่ 1.1     ราคาหุ้นพร้อมเส้นค่าเฉลี่ย 5 วัน (สีขาว) และ 20 วัน (สีฟ้า)

  

ความจริงแล้วเส้นค่าเฉลี่ยนี้จะใช้กี่วันก็ได้ ขอเพียงให้อยู่ในคอนเซปของการที่เส้นค่าเฉลี่ยระยะสั้นตัดขึ้นมาอยู่เหนือเส้นค่าเฉลี่ยระยะยาว (ในหนังสือ Trade Your Way พูดถึงการใช้เส้น 10 และ 20 วัน)

 

อย่างไรก็ตาม จากในรูปกราฟตัวอย่างด้านบนจะเห็นว่าไม่ใช่ทุกครั้งที่เส้นค่าเฉลี่ยตัดขึ้นแล้วราคาจะวิ่งได้แบบสวยๆ เพราะทางซ้ายมือจะมีอีกหลายจุดทีเดียวที่เส้นค่าเฉลี่ย 5 และ 20 วันตัดกันไปมาหลายครั้ง หากไปเทรดจริงอาจทำให้ต้องตัดขาดทุนบ่อยๆ ในการใช้งานจริงจึงควรใช้ควบคู่กับเครื่องมืออื่นๆ ด้วย

 

นอกจากนั้น ระบบและวิธีการลงทุนแบบดอนเชี่ยนไม่ได้มีเพียงเส้นค่าเฉลี่ยตัดกัน แต่ยังมีเรื่องของ Donchian Channel ที่ไว้ใช้สำหรับการเทรดแบบตามแนวโน้มด้วย (ถ้าราคายังอยู่ในกรอบ อาจพอถือต่อได้ แต่ถ้าราคาร่วงหลุดกรอบ แปลว่าราคาอาจกำลังเปลี่ยนเทรนด์) หากสนใจอ่านเพิ่มเติม สามารถอ่านได้ที่

 

https://mangmaoclub.com/donchians-guideline/

https://www.lucid-trader.com/richard-donchian/

https://tradingstrategyguides.com/donchian-trading-strategy/

 

จุดที่ 2   |   หน้า 363 หมายเหตุ 27

  รูปแบบแท่งเทียนต่างๆ  

Gap คือ การเปิดช่องว่างของราคา เช่น วันก่อนหน้ามีราคาปิดที่ 10 บาทและวันต่อมามีราคาเปิดที่ 11 บาทเลย ช่วงราคาระหว่าง 10 ถึง 11 บาทจะเป็นช่องว่างราคาที่ไม่มีการเทรดเกิดขึ้น



Spike คือ การที่ราคาเปลี่ยนแปลงอย่างมากด้วยความรวดเร็ว แต่ไม่สามารถหยุดอยู่ที่ราคานั้นได้และถูกแรงฝั่งตรงข้ามกระทำ จนสุดท้ายมีราคาปิดอยู่ใกล้เคียงกับราคาเปิด spike สามารถเกิดขึ้นได้ทั้งราคาและวอลุ่ม

 

 

Key reversal day คือการที่เกิดการกลับทิศของราคาอย่างรวดเร็วภายในวันเดียว ถ้าเกิดในขาขึ้นคือการที่หุ้นเป็นขาขึ้นมาตลอด วันที่เกิดเป็น key reversal day หุ้นจะกระโดดเปิด gap แต่กลับปิดต่ำลง โดยจะมีช่วงราคาที่เทรดในวันกว้าง (wide trading range) ในขาลงก็เป็นในทางกลับกัน 

 

 

Thrust day สามารถเกิดขึ้นได้ทั้งในขาขึ้นและขาลง ในขาขึ้นจะคือ upthrust day ที่มีราคาปิดวันล่าสุดสูงกว่าราคาสูงสุดของวันก่อนหน้า ส่วน downthrust day หมายถึงราคาปิดวันล่าสุดต่ำกว่าราคาต่ำสุดของวันก่อนหน้า ในเทรนด์ขาขึ้น ราคาควรจะเป็นลักษณะของ upthrust day ต่อเนื่องและในเทรนด์ขาลง ราคาควรจะเป็นลักษณะของ downthrust day อย่างต่อเนื่อง

 

 

Run day แบ่งเป็น uprun day และ downrun day จะเกิดขึ้นได้น้อยกว่า thrust day โดยที่ uprun day จะมีจุดที่เรียกว่า true high ซึ่งจะเป็นราคาสูงสุดของวันปัจจุบันและราคาปิดของวันก่อนหน้า มากกว่าจุดที่เป็น true high ของหลายวันที่ผ่านมา downrun day จะตรงกันข้ามกัน

 

 

Inside day คือ วันที่มีราคาสูงสุดและต่ำสุดเคลื่อนที่อยู่ภายในราคาสูงสุดและราคาต่ำสุดของวันก่อนหน้า

 

 

Wide-ranging day คือ แท่งราคาที่มีความผันผวน (volatility) มากกว่าวันก่อนหน้าอย่างมีนัยสำคัญ

 

 

จุดที่ 3   |   หน้า 384 หมายเหตุ 28

  รูปแบบกราฟต่างๆ  

แพทเทิร์น flag เป็นแพทเทิร์นราคาที่มีลักษณะคล้ายธง หลังจากที่ราคาเคลื่อนที่ไปมาในธงแล้วอาจจะเบรกได้ทั้ง 2 ด้าน ถ้าเบรกทางขึ้นก็คือ bullish flag ถ้าเบรกทางลงก็คือ bearish flag 

 

 

แพทเทิร์น pennant เป็นแพทเทิร์นราคาอีกรูปแบบหนึ่ง มีลักษณะเหมือนธงที่เป็นสามเหลี่ยม จะมีจุดต่ำสุดสูงขึ้นและมีจุดสูงสุดต่ำลง ทำให้เหมือนมีการบีบอัดราคา เมื่อเกิดแพทเทิร์นนี้แล้ว หุ้นสามารถเบรกได้ 2 ทาง ถ้าเบรกทางขึ้นก็คือ bullish pennant ถ้าเบรกทางลงก็คือ bearish pennant 

 

 

แพทเทิร์น pennant เป็นแพทเทิร์นราคาอีกรูปแบบหนึ่ง มีลักษณะเหมือนธงที่เป็นสามเหลี่ยม จะมีจุดต่ำสุดสูงขึ้นและมีจุดสูงสุดต่ำลง ทำให้เหมือนมีการบีบอัดราคา เมื่อเกิดแพทเทิร์นนี้แล้ว หุ้นสามารถเบรกได้ 2 ทาง ถ้าเบรกทางขึ้นก็คือ bullish pennant ถ้าเบรกทางลงก็คือ bearish pennant 

 

 

แพทเทิร์น double topจะเกิดในขาขึ้น และแพทเทิร์น double bottom จะเกิดในขาลง เป็นแพทเทิร์นที่แสดงถึงการกลับตัวของราคา (reversal pattern)

 

 

จุดที่ 4   |   หน้า 487 หมายเหตุ 37

  การอาร์บิทราจและสเปรดราคา  

ในหนังสือเล่มนี้จะพูดถึงแนวคิดของการอาร์บิทราจบ่อยๆ อาร์บิทราจ (arbitrage) ความหมายอย่างง่ายที่สุดคือการซื้อและขายสินค้าเดียวกันในคนละตลาด เช่น สมมติราคาทองคำในไทยอยู่บาทละ 20,000 บาท แต่ในประเทศอื่นขายอยู่ในราคาละ 21,000 บาท คนที่เห็นช่องตรงนี้ก็สามารถซื้อทองคำในไทยเพื่อไปขายในเมืองนอกได้

 

แต่แนวคิดการอาร์บิทราจในหนังสือเล่มนี้จะซับซ้อนมากขึ้น โดยเฉพาะในส่วนของบทที่ 12 ที่เป็นเรื่องราวของเคน “นักอาร์บิทราจสเปรดราคา” ในที่นี้คือการเก็งกำไรจากสเปรด (ช่วงห่างราคา) ด้วย

 

จากในหน้า 486-487 ได้เล่าถึงเคสตัวอย่างของเคนที่มองเชิงลบกับหุ้น WON ถ้าหากเป็นการซื้อขายหุ้นทั่วไป เมื่อเรามองว่าหุ้นตัวนี้จะลง เรามีสองทางเลือกให้ทำคือ 1) ไม่ทำอะไร ดูมันร่วงเฉยๆ กับ 2) short หุ้นตัวนั้น ซึ่งทั้งสองทาง เราจะได้เงินก็ต่อเมื่อราคาเป็นไปตามขาที่เราคิดไว้ (ถ้า long หุ้น เราจะได้กำไรเมื่อหุ้นขึ้นตามที่เราหวังให้มันขึ้น ถ้า short หุ้น เราจะได้กำไรเมื่อหุ้นลงตามที่หวังให้มันลง)

 

แต่สำหรับเคน เขาเป็นเทรดเดอร์ที่เทรดในออปชั่น โดยออปชั่นจะมีคุณสมบัติเพิ่มเข้ามาอีกอย่างคือเทรดเดอร์สามารถเป็นผู้เสนอขายสถานะเองเลยก็ได้ หุ้นจะมี long และ short แต่ออปชั่นจะมีทั้ง long call (ซื้อขึ้น ถ้าขึ้นจะได้กำไร), long put (ซื้อลง ถ้าลงจะได้กำไร), short call (ขายขึ้น ถ้าลงจะได้กำไร), short put (ขายลง ถ้าขึ้นจะได้กำไร)

 

เคนขาย call option (short call option) ของหุ้น WON ที่มีราคาใช้สิทธิ 12.50 ดอลลาร์ โดยขายได้ในราคา 2.45 ดอลลาร์ แปลว่าเคนจะได้เงินมาก่อนทันที 2.45 ดอลลาร์ แทบจะเหมือน “เงินกินเปล่า” แต่ก็เป็นแค่เหมือนเงินกินเปล่าเท่านั้น เพราะในขณะเดียวกัน คนที่เป็นคู่สัญญาของเขา (คนที่ long call option) จะได้กำไรหากราคาหุ้น WON สูงเกินกว่า 14.95 ดอลลาร์ (ได้ใช้สิทธิซื้อหุ้นที่ราคา 12.50 ดอลลาร์ + ราคาออปชั่นที่ซื้อมา 2.45 ดอลลาร์) และได้กำไร “ไม่จำกัด” หากราคาหุ้นขึ้นไปสูงกว่านั้นอีก

 

แล้วใครเป็นคนมาจ่ายกำไรให้คนที่ซื้อออปชั่นคนนั้น? ก็คือเคนที่ขายออปชั่น (short call option) ให้กับคนนั้นไปที่ราคา 2.45 ดอลลาร์นั่นเอง เพราะเคนสัญญาว่าจะให้สิทธิซื้อหุ้นในราคา 12.50 ดอลลาร์ต่อหุ้น ดังนั้นหากหุ้น WON ขึ้นไปเรื่อยๆ เขาต้องควักเนื้อซื้อหุ้น WON ที่ราคาตลาด เพื่อเอามาขายให้คู่สัญญาตามราคาที่ตกลงกันไว้ เป็นการ “ขาดทุนได้แบบไม่จำกัด”

 

ด้วยเหตุนี้เอง เงินที่ได้จากการขายออปชั่น (เรียกอีกอย่างว่าค่าพรีเมี่ยม) จึงไม่ใช่เงินกินเปล่า เคนจึงใช้วิธีแก้ปัญหาที่ชาญฉลาดเพื่อจำกัดความเสียหาย ด้วยการซื้อ call option (long call option) ที่มีราคาใช้สิทธิ 15.00 ดอลลาร์ ในราคา 0.35 ดอลลาร์ไปด้วย

 

 

 

แล้วผลลัพธ์ของการทำแบบนี้คืออะไร?

 

ตอนนี้เคนจะมีสถานะในมืออยู่ 2 ตัวคือ 1) short call option ราคาใช้สิทธิ 12.50 ดอลลาร์ และได้กำไรเข้ากระเป๋ามาแล้ว 2.45 ดอลลาร์ กับ 2) long call option ราคาใช้สิทธิ 15.00 ดอลลาร์ และจ่ายเงินออกไปแล้ว 0.35 ดอลลาร์

 

สมมติราคาหุ้น WON อยู่ที่ 20 ดอลลาร์ 

สถานะที่ 1 ของเขาจะขาดทุนเป็นเงินทั้งสิ้น 5.05 ดอลลาร์ (ค่าพรีเมี่ยมที่ได้ 2.45 ดอลลาร์ ลบ ส่วนต่างจากราคาใช้สิทธิ 7.50 ดอลลาร์) และสถานะที่ 2 ของเขาจะกำไรเป็นเงิน 4.65 ดอลลาร์ (ส่วนต่างจากราคาใช้สิทธิ 5 ดอลลาร์ ลบ ค่าพรีเมี่ยมที่จ่าย 0.35 ดอลลาร์) หากสถานการณ์เป็นเช่นนี้ เขาจะขาดทุน 0.40 ดอลลาร์ และไม่ว่าราคาจะขึ้นไปเท่าไหร่ก็ตาม เขาจะขาดทุนด้วยจำนวนเงินไม่เกินเท่านี้

 

สมมติราคาหุ้น WON อยู่ที่ 10 ดอลลาร์

สถานะที่ 1 ของเขาจะกำไร 2.45 ดอลลาร์ (ค่าพรีเมี่ยมที่ได้ 2.45 ดอลลาร์ และไม่มีใครใช้สิทธิซื้อหุ้น เลยไม่มีต้นทุนอะไร) และสถานะที่ 2 ของเขาจะขาดทุนเป็นเงิน 0.35 ดอลลาร์ (ต้นทุนค่าพรีเมี่ยมที่จ่าย 0.35 ดอลลาร์ และไม่ใช่สิทธิ เพราะราคาใช้สิทธิซื้อหุ้นอยู่ที่ 15 ดอลลาร์) หากสถานการณ์เป็นเช่นนี้ เขาจะกำไร 2.10 ดอลลาร์ และไม่ว่าราคาจะลงไปเท่าไหร่ก็ตาม เขาจะกำไรด้วยจำนวนเงินไม่เกินเท่านี้

 

สมมติราคาหุ้น WON อยู่ที่ 14.50 ดอลลาร์

นี่คือสถานการณ์ที่ราคาไม่เปลี่ยนจากเดิมมากนัก สถานะที่ 1 ของเขาจะกำไร 2.45 ดอลลาร์ (ค่าพรีเมี่ยมที่ได้ 2.45 ดอลลาร์ และไม่มีใครใช้สิทธิซื้อหุ้น เลยไม่มีต้นทุนอะไร) และสถานะที่ 2 ของเขาจะขาดทุนเป็นเงิน 0.35 ดอลลาร์ (ต้นทุนค่าพรีเมี่ยมที่จ่าย 0.35 ดอลลาร์ และไม่ใช่สิทธิ เพราะราคาใช้สิทธิซื้อหุ้นอยู่ที่ 15 ดอลลาร์) หากสถานการณ์เป็นเช่นนี้ เขาจะกำไร 2.10 ดอลลาร์ และไม่ว่าราคาจะลงไปเท่าไหร่ก็ตาม เขาจะกำไรด้วยจำนวนเงินไม่เกินเท่านี้

 

เท่ากับว่า กลยุทธ์การเทรดสเปรดราคาของเคนเป็นแนวคิดที่มีผลกำไรและผลขาดทุนที่คาดการณ์ได้ ทำให้เขาควบคุมความเสี่ยงและสร้างจำนวนเท่าของ R สูงกว่าการเทรดของคนอื่นพอสมควร (ในที่นี้ R จะเท่ากับ 2.10 / 0.40 = 5 เท่านิดๆ) อย่างไรก็ตาม ตัวอย่างการเทรดนี้อาจไม่ตรงกับสถานการณ์ในตลาดออปชั่นจริงมากนัก และตลาดหุ้นไทยยังไม่ได้มีออปชั่นของหุ้นทุกตัวที่มีสภาพคล่องเพียงพอเหมือนในหนังสือ ผู้อ่านควรศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมด้วยครับ

 

 

เขียนและปรับปรุงโดย 

ลภัสรดา เพ็ญสุข, CFTe

กรศุภ มังกรแก้ว

ยังไม่จุใจใช่ไหมครับ? หากผู้อ่านอยากให้เขียนเรื่องไหนเพิ่มเติม หรือมีข้อสงสัยตรงไหน มาพูดคุยกันได้ที่กลุ่ม “สังสรรค์หนังสือหุ้น”